Skip to Content

อพยพวุ่นกว่า 200 ชีวิต หนีก๊าซรั่วในนิคมมาบตาพุด ควันพุ่งฟุ้งรอบโรงงาน

Written on May 19, 2017 at 9:09 am, by

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ก๊าซรั่ว นิคมมาบตาพุด

วันที่ 19 พ.ค. เจ้าหน้าที่การนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง ได้รับแจ้งว่ามีก๊าซรั่วไหลออกมาภายในบริษัทบางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (BIG) อยู่ติดบริษัทผลิตกล่องพัสดุหรือกล่องไปรษณีย์เกรดเอ เลขที่ 14 ถนนไอ 4 นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ต.มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง เจ้าหน้าที่จึงได้เดินทางไปตรวจสอบพร้อมประสานหน่วยฉุกเฉินเพื่อระงับเหตุทันที

เมื่อไปถึงพบมีกลุ่มควันสีขาวปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณ พนักงานที่ทำงานในบริษัทที่เกิดเหตุและใกล้เคียงกว่า 200 คน พากันอพยพหีตายออกมาจากบริเวณที่เกิดเหตุ และออกจากพื้นที่ทันที จากนั้นทีมตรวจสอบฉุกเฉินของบริษัทก็ได้เข้าตรวจสอบและพบว่าเกิดจากท่อออกซิเจนจากสายท่อที่ใช้สำหรับระบายก๊าซออกซิเจนทิ้ง (Draun line) ซึ่งมีแรงดันต่ำขนาด 1-2 บาร์ เกิดรั่วไหลออกมา จึงทำให้เกิดควันขาวปกคลุมรอบๆ บริษัท เจ้าหน้าที่จึงเข้าไปปิดวาล์วท่อก๊าซที่รั่ว จนทำให้สามารถควบคุมการรั่วได้ และยังได้ใช้เครื่องวัดก๊าซตรวจสอบตามท่อส่งทั้งหมดก็ไม่พบว่ามีการรั่วไหลของก๊าซออกมาอีก

ด้าน ดร.วิไลรัตน์ เจริญใหม่รุ่งเรือง ผจก.อาวุโส ส่วนความปลอดภัยบริษัท BIG ได้ชี้แจงถึงสาเหตุที่เกิดขึ้นว่า เกิดจากท่อออกซิเจนจากสายท่อที่ใช้ระบายก๊าซทิ้ง มีการรั่วใหลออกมา เพราะการล้า (Fatigne) ของท่อก๊าซออกซิเจน ซึ่งเจ้าหน้าที่ของบริษัทใช้เวาลาร่วม 1 ชั่วโมง สามารถปิดวาล์วและควบคุมการรั่วไหลทั้งหมดจนเข้าสู่ภาวะปกติ และทางบริษัทจะเข้าทำการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อซ่อมแซมท่อที่เกิดการรั่วให้สมบูรณ์ต่อไป

สำหรับ บริษัทยางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด หรือ BIG เป็นบริษัทที่ดำเนินส่งก๊าซไนโตรเจน และออกซิเจน ให้กับบริษัทในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด โดยการต่อท่อตรงถึงแต่ละโรงงานที่ซื้อก๊าซจากบริษัท ซึ่งได้เปิดดำเนินการมาประมาณ 30 ปี แล้ว

“มูลนิธิปลอมเรี่ยไร” เจอคนจริงถึงกับเงิบ !!

Written on March 10, 2017 at 9:02 am, by

aHR0cDovL3BlMi5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzQzNi8yMTgxMjU5LzUuanBn

เผยคลิปสาวอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิออกเรี่ยไรเงินบริจาคใส่กล่องพัสดุและกล่องไปรษณีย์ แต่ดันเจอคนรู้กฎหมาย บอกเลยงานนี้มีเงิบ

เพจดัง “เจ้าพ่อคลิปเด็ด” โพสต์คลิป วีดีโอความยาวประมาณ 2 นาที พร้อมระบุข้อความ “ต้องเอาให้หนัก “มูลนิธิปลอมเรี่ยไร” เจอคนสุรินทร์เข้าไป เถียงไม่ออกเลยงานนี้”

เป็นเหตุการณ์ที่ชายเสื้อสีชมพู ถามข้อกฎหมายการออกมาเรี่ยไรเงินบริจาคกับสาวที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิ ช่วงแรกเธอสามารถตอบคำถามได้ แต่เมื่อโดนถามหนักเข้าในข้อกฎหมาย ทำเอาสาวเจ้าหน้าที่มูลนิธิถึงกับมีอาการตอบติดๆ ขัดๆ เพราะตอบไม่ได้

เช่น ถามว่ารู้หรือไม่ว่าการออกมาเรี่ยไรเงินบริจาคแบบนี้ต้องขออนุญาตหน่วยงานไหน ซึ่งสาวที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิ ตอบว่ารู้ ต้องขออนุญาตกระทรวงมหาดไทย และได้รับอนุญาตแล้ว

ทั้งนี้ ชายคนเดิมจึงถามต่อว่า เมื่อกระทรวงมหาดไทยอนุญาต ก็หมายความมาสามารถขอรับบริจาคในพื้นที่ที่ยื่นขอ แต่นี่ที่จังหวัดสุรินทร์ จะเอาหนังสือที่ได้รับอนุญาตที่อ้างว่าได้รับมานั้นมาขอรับบริจาคข้ามถิ่นไม่ได้ ต้องไปยื่นขอใหม่ที่ท้องถิ่นนั้นๆ

และหนังสืออนุญาตที่ได้มามันมีระยะเวลาไม่เกิน 24 ชั่วโมง หรือ การเดินออกมารับบริจาคในลักษณะนี้ผิดวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ ที่ต้องตั้งโต๊ะรับบริจาคที่มูลนิธิของตัวเองเท่านั้น

ยิ่งลักษณ์เลี้ยงอาหารกลางวันผู้หญิง-เด็กวันสตรีสากล

Written on March 7, 2017 at 9:45 am, by

aHR0cDovL3BlMS5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzQzNS8yMTc5NzQ2Lzc2ODE5NS0wMS5qcGc=

‘ยิ่งลักษณ์’ นำอดีต ส.ส.หญิงเพื่อไทย เลี้ยงอาหารกลางวันผู้หญิง – เด็ก พร้อมมอบเงิน สิ่งของบริจาคจากโรงงานขายกล่องกระดาษและกล่องไปรษณีย์ให้แก่สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยอดีต ส.ส.หญิง พรรคเพื่อไทย เดินทางมาเลี้ยงอาหารกลางวันผู้หญิง และเด็ก พร้อมมอบเงิน และสิ่งของบริจาคให้กับสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ เนื่องจากวันพรุ่งนี้คือ 8 มีนาคม เป็นวันสตรีสากล โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ตักพิซซ่าพร้อมไก่ทอดแจกเด็กเล็ก และทักทายเด็ก ๆ อย่างเป็นกันเอง พร้อมพูดคุยและให้กำลังใจกับผู้หญิงที่สมาคมฯ ได้ให้ความช่วยเหลือ ก่อนที่จะเดินทางไปเยี่ยมศูนย์เลี้ยงเด็กอ่อน ซึ่งเป็นสถานที่ดูแลเด็กทารกที่แม่ประสบปัญหาท้องไม่พร้อม เพื่อเตรียมหาพ่อแม่อุปถัมถ์ รวมถึงรับฝากเลี้ยงชั่วคราวเพื่อให้แม่ไปหางานทำหรือศึกษาต่อ

อย่างไรก็ตาม สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ เป็นองค์กรสาธารณกุศล ที่ให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กที่ประสบปัญหาวิกฤติชีวิต ผ่านกระบวนการช่วยเหลือฟื้นฟูด้วยการสร้างความเข้มแข็ง ให้การศึกษา และฝึกอาชีพ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และสถานภาพ ให้ยืนหยัดได้ในสังคมอย่างเหมาะสม ทั้งยังเป็นบ้านพักฉุกเฉินในการดูแลผู้หญิงที่ประสบปัญหาต่าง ๆ เช่น ถูกกระทำความรุนแรง ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ท้องเมื่อไม่พร้อม ถูกทอดทิ้ง ไม่มีงานทำ ไม่มีที่พัก ฯลฯ และเป็นองค์กรที่รณรงค์เสริมสร้างสถานภาพผู้หญิงอันจะนำไปสู่ความเสมอภาคระหว่างหญิงและชายในสังคมอีกด้วย

เตือนภัยมิฉาชีพหลอกสับเปลี่ยน จากเบียร์เป็นน้ำเปล่า

Written on February 23, 2017 at 9:42 am, by


เตือนภัยมิจฉาชีพ หลอกสับเปลี่ยนเบียร์ เทน้ำลงขวดใส่ลังนำมาคืนเจ้าของร้าน พบกำลังระบาดในพื้นที่ดอนเมือง

สมาชิกเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อ Namthip Chumchat ได้โพสต์คลิป พร้อมข้อความเตือนภัยมิจฉาชีพ โดยคลิปดังกล่าว มีความยาว 3.19 นาที โดยผู้โพสต์ระบุว่า ที่บ้านเปิดร้านขายของชำและกล่องไปรษณีย์, กล่องพัสดุ และเมื่อวานนี้ (22/2/60) เวลาประมาณ 09.20 น. มีผู้ชายสวมเสื้อกีฬาสีฟ้า สวมหมวกแก๊ป และสวมแว่นดำ เดินเข้ามาในร้านเพื่อสั่งเบียร์ 1 ลัง แล้วก็จ่ายเงินให้กับทางเจ้าของร้านตามปกติ

หลังจากนั้นไม่นาน ชายคนดังกล่าวได้เดินถือลังเบียร์ลีโอ ที่ด้านในมีการสับเปลี่ยน เอาน้ำเปล่าใส่ขวดเบียร์ แล้วเอามาเปลี่ยนคืนที่ร้านของตนเอง โดยอ้างว่าซื้อเบียร์ไปผิด เพื่อนสั่งให้ซื้อเบียร์อีกยี่ห้อ

ด้วยความที่เจ้าของร้านชะล่าใจ และไม่ทันสังเกตจึงยกเบียร์ช้าง มาเปลี่ยนให้มิจฉาชีพคนดังกล่าว พร้อมกับคืนเงินส่วนต่างไปให้อีกกว่า 10 บาท ก่อนที่ชายคนนั้นจะรีบเดินออกไปจากร้านอย่างรวดเร็ว

ส่วนที่ทราบว่าเป็นเบียร์ปลอม เพราะได้ขายเบียร์ ให้กับลูกค้า แล้วลูกค้านำเบียร์มาคืน บอกว่าด้านในเป็นน้ำเปล่า ทางเจ้าของร้านก็ลงเปิดเบียร์ลังที่ถูกเปลี่ยนดู ปรากฏว่าเป็นน้ำเปล่ายกลังทำให้รู้ว่าถูกมิจฉาชีพคนดังกล่าวหลอกเชิดเบียร์ไป 1 ลังฟรี ๆ

หลังจากเหตุการณ์ ทางเจ้าของร้านได้มีการกระจายข่าวให้เพื่อนบ้านในชุมชนทราบ ปรากฏว่า มีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นกับร้านขายของชำหลายร้านในพื้นที่เขตดอนเมือง ผู้ประสบเหตุรายนี้จึงนำคลิปมาแจ้งเตือนภัยให้ทราบว่า ให้ระวังมิจฉาชีพที่มาในรูปแบบนี้ด้วย พร้อมกับฝากถึงตำรวจ ให้ช่วยติดตามแก๊งมิจฉาชีพกลุ่มนี้มาดำเนินคดีด้วย

ชายสวิต วัย 77 ขับจยย.ถนนลื่น แหกโค้งตกเขาเกาะสมุยดับ แฟนชาวไทยรอดแต่สาหัส

Written on February 4, 2017 at 3:32 am, by

201702032031281-20060530143915-696x403

ชายสวิต เจ้าของร้านขายกล่องพัสดุ กล่องไปรษณีย์ วัย 77 ขับจยย.ถนนลื่น แหกโค้งตกเขาเกาะสมุยดับ แฟนชาวไทยรอดแต่สาหัส

เมื่อวันที่ 3 ก.พ. ศูนย์วิทยุสื่อสาร สภ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ได้รับแจ้งว่ามีนักท่องเที่ยวประสบอุบัติเหตุขี่รถจักรยานยนต์แหกโค้งตกเขาป้อม ม.2 ต.หน้าเมือง มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 1 รายเป็นชาวต่างชาติ และได้รับบาดเจ็บ 1 ราย เป็นหญิงไทย จึงรายงานให้ พ.ต.อ.ไพฑูรย์ กระจะจ่าง ผกก.สภ.เกาะสมุย รับทราบ และแจ้งให้ ร.ต.ท.หญิง ปิยานุช ฮวดกุล ร้อยเวรสอบสวน พร้อมเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิกุศลสงเคราะห์เกาะสมุย รุดตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากปากทางขึ้นเขาป้อมไปประมาณ 1 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นถนนคอนกรีต ทางโค้งซิกแซก และมีความลาดชัน ที่ไหล่ทางพบรอยดินครูดไถลเป็นทางยาวลงไปด้านล่างที่เป็นทางลาดชัน และพบเสากันโค้งถูกชนจนถอนออกจากดิน ห่างออกไปจากไหล่ถนนประมาณ 10 เมตร พบผู้เสียชีวิต 1 ราย ทราบชื่อว่า นายอานเดอรี ฟรานคอยส์ อัลฟอนส์ อายุ 77 ปี สัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ เจ้าของกิจการร้านขายกล่องพัสดุ กล่องไปรษณีย์ นอนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ สภาพร่างกาย แขนขาหักผิดรูป ห่างออกไปด้านล่างเขา ประมาณ 30 เมตร พบผู้บาดเจ็บสาหัสอีก 1 ราย ทราบชื่อว่า นางหนูนา อายุประมาณ 40 ปี นอนร้องครวญคราง ข้างรถจักรยานยนต์ฮอนด้า คลิ๊กไอ สีขาวดำ หมายเลขทะเบียน อษส 41 กรุงเทพมหานคร ที่อยู่ในสภาพพังยับทั้งคัน เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯได้ช่วยกันนำร่างผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลเกาะสมุย โดยอาการเบื้องต้นไม่สามารถให้การได้ รักษาตัวอยู่ที่ห้องฉุกเฉิน

สอบถามนายบุญชู ดำพิน เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าเกาะสมุย ผู้ที่เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ช่วงเกิดเหตุมีฝนตกหนัก ได้ยินเสียงรถจักรยานยนต์ขี่ลงมาจากเขาป้อมพร้อมส่งเสียงหวีดร้องเสียงดัง พอหันมาดูก็พบว่ารถจักรยานยนต์ได้หลุดโค้งลงไปด้านล่างเขา ก็รีบโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้าช่วยเหลือ ส่วนการเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ ตนเองคิดว่าน่าจะขี่รถจักรยานต์ด้วยความเร็วสูง ถนนลื่น และไม่มีความชำนาญเส้นทาง นอกจากนี้ขอฝากร้านรถเช่าควรตรวจสอบนักท่องเที่ยวที่มาเช่ารถ เรื่องการขับขี่รถก่อนจะปล่อยเช่าไป เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

เบื้องต้น พนักงานสอบสวนสันนิษฐานว่า นักท่องเที่ยวพร้อมกับแฟนสาวไทยได้ขี่รถจักรยานยนต์ขึ้นเขาป้อมเพื่อไปชมวิวทะเล ขาลงเขาที่มีความชัน รถจักรยานยนต์เป็นแบบเกียร์ออโตเมติค ผู้ขี่ไม่สามารถชะลอความเร็วด้วยกำลังเครื่องยนต์ได้ จึงได้แตะเบรคตลอดเวลาจนเบรคไหม้ทำให้เบรคไม่อยู่ และมีฝนตกหนัก ทำให้รถวิ่งหลุดโค้งตกเขา อย่างไรก็ตามได้ส่งศพผู้เสียชีวิตไปชันสูตรที่โรงพยาบาลเกาะสมุย เพื่อสาเหตุการตายครั้งนี้ว่ามีปริมาณแอลกอฮอร์ในร่างกายหรือไม่ และตรวจสอบประวัติการรักษาพยาบาลและโรคประจำตัว และประสานไปยังสถานทูตสวิตเซอร์แลนด์ประจำประเทศไทยเพื่อติดติอญาติต่อไป

DSIยึดของกลางสอบบริษัทจดประกอบรถลาดกระบังผิดกม.

Written on January 19, 2017 at 7:09 am, by

aHR0cDovL3BlMi5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzQzMS8yMTU1MTg2Lzc1Nzk0Ni0wMS5qcGc=

ดีเอสไอ บุกค้นบริษัทจดประกอบรถ โดยเปิดเป็นร้านขายกล่องพัสดุและกล่องไปรษณีย์บังหน้า ย่านลาดกระบัง เอี่ยวผิด พ.ร.บ.ศุลกากร ยึดรถหรู 1 คัน ฮาเล่ย์ อีก 8 เร่งตรวจสอบเอกสารทั้งหมด – ยังไม่แจ้งข้อหา

ภายหลังเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ นำกำลัง พร้อมหมายค้นศาลจังหวัดมีนบุรี เข้าตรวจค้น บริษัท เจ เอ็มดับบลิว มอเตอร์ จำกัด อยู่ในเขตการค้าเสรีนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง จดทะเบียนจัดตั้งประกอบกิจการนำเข้าและจำหน่ายรถยนต์เก่า หลังจากการสืบสวนพบว่า บริษัทแห่งนี้ใช้เป็นสถานที่ประกอบกิจการนำเข้าอะไหล่รถยนต์ ที่มีความเชื่อมโยงกับการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร

ด้าน นายพงษธร อินอำนวย รักษาราชการแทนพนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญ สำนักคดีอาญา 1 เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดรถหรูจดประกอบกว่า 30 คัน เมื่อเดือนสิงหาคม 2559 โดยพบว่าเอกสารนำเข้าอะไหล่ที่ไปยื่นต่อกรมการขนส่งทางบก เกือบร้อยละ 90 เป็นของบริษัทนี้ แต่จากการตรวจสอบพบว่า รถหรูทั้งหมดเป็นการนำรถมือสองทั้งคันจากต่างประเทศ ถือเป็นการหลีกเลี่ยงข้อจำกัดในการนำเข้า โดยจากการตรวจค้นพบรถโรลส์รอยซ์ 1 คัน และรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮาเลย์ เดวิดสัน 8 คัน ซึ่งรถของกลาง กรมศุลกากรอายัดไว้แล้ว โดยห้ามเคลื่อนย้าย หรือจำหน่ายจ่ายแจก

ส่วนเอกสารภายในบริษัท ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ว่ามีความผิดหรือไม่ โดยขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา และบริษัทยังสามารถดำเนินกิจการได้ตามปกติ แต่หากพบว่าเข้าข่ายความผิดใดจะดำเนินคดีตามกฎหมายทันที

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังเข้าตรวจค้นบ้านพักย่านรามคำแหง 190/1 ซึ่งเป็นที่พักอาศัย ของ นายมานะ สมบูรณ์ทรัพย์ เจ้าของและกรรมการผู้จัดการของบริษัทดังกล่าว โดยจากการตรวจค้นพบ นายมานะ อยู่ภายในบ้าน และตรวจยึดเอกสารบางส่วนไปทำการตรวจสอบ

ญาติโวยปิกอัพเมาซิ่งชนมินิมาร์ท ขยี้น.ศ.หนุ่มถูกตัดขา-แต่คดีไม่คืบ ไร้เงาคนขับดูแล

Written on January 7, 2017 at 7:21 am, by

04

 

 

 

 

 

เมื่อวันที่ 7 ม.ค. จากกรณีนายดำรง อายุ 62 ปี เจ้าของกิจการจำหน่ายกล่องพัสดุ กล่องไปรษณีย์ ขับรถกระบะ 4 ประตูสีดำ ป้ายแดง ทะเบียน ก -1317 บุรีรัมย์ พุ่งชนร้านสามเอ็มมินิมาร์ท ทำให้นายมงคล โพธิชัย อายุ 18 ปี นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคบุรีรัมย์ แผนกช่างยนต์ ได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงขั้นต้องตัดขาทิ้ง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 3 ม.ค.ที่ผ่านมา บริเวณโค้งหนองหรือ หอเสริมสุนีย์ ต.ในเมือง อ.เมืองบุรีรัมย์ ตามที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดนายธวัชชัย โรรัมย์ เจ้าของร้านมินิมาร์ท และญาตินายมงคล โพธิชัย อายุ 18 ปี นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคบุรีรัมย์ ระดับ ปวช.ปี 3 แผนกช่างยนต์ รวมถึงกลุ่มเจ้าของรถจักรยานยนต์ที่ถูกชนได้รับความเสียหายในคืนเกิดเหตุอีก 7 คัน รถยนต์ 2 คัน ได้มารวมตัวกันที่ร้านสามเอ็ม มินิมาร์ท เพื่อร้องเรียนผ่านสื่อ เพราะเกรงไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้ก่อเหตุ เนื่องจากตั้งแต่วันเกิดเหตุจนถึงวันนี้ ผู้ก่อเหตุยังไม่เยี่ยมผู้บาดเจ็บ และยังไม่มีพนักงานสอบสวนมาสอบปากคำผู้เสียหาย รวมถึงบริษัทประกันยังไม่ติดต่อมายังผู้เสียหาย สร้างความกังวลใจให้กับผู้เสียหายเป็นอย่างมาก

เจ้าของร้านสามเอ็มมินิมาร์ท บอกว่า หลังเกิดเหตุคนขับรถได้มาติดต่อว่าจะรับผิดชอบเรื่องค่าเสียหายที่ทำให้ประตูกระจกพัง ตนเห็นเป็นคนรู้จักก็ไม่คิดอะไร ผ่านมา 4 วันไม่มีใครมาติดต่อสอบถาม ไม่มีตำรวจมาสอบเพิ่ม รวมถึงบริษัทประกันไม่เคยเข้ามาติดต่อ จึงจำเป็นต้องหาช่างมาซ่อมแซมประตูเพื่อให้ดำเนินกิจการต่อได้ ตอนนี้ผู้เสียหายทั้งหมดกังวลใจ เพราะเกรงจะไม่ได้รับความเป็นธรรม

ด้านน.ส.นรมน อ้อนไธสง อายุ 27 ปี พี่สาวนายมงคล ผู้บาดเจ็บ บอกว่า หลังเกิดเหตุมาจนถึงวันนี้ มีเพียงญาติของคนขับรถนำเอกสารบางอย่างมาให้เซ็น แต่ไม่กล้าเซ็น ที่แปลกใจคือผู้บาดเจ็บมีอาการสาหัส ยังไม่เคยเห็นหน้าผู้ก่อเหตุมาเยี่ยม ได้รับเพียงโทรศัพท์ว่าไม่ให้นำภาพไปแชร์ มิฉะนั้นจะไม่ช่วยเรื่องค่าใช้จ่าย มาจนถึงขณะนี้ผู้เสียหายทั้งหมดต่างกังวลใจเกรงว่าจะไม่มีใครออกมารับผิดชอบ โดยเฉพาะสภาพจิตใจของน้องชายที่ยังรับไม่ได้กับสภาพของตัวเองและจะถามทุกครั้งว่าอยากเห็นหน้าและคุยกับคนขับรถ

ขณะที่พ.ต.อ.บัณฑิต อ่อนสาคร ผกก.สภ.เมืองบุรีรัมย์ กล่าวว่า ทางตำรวจไม่ได้นิ่งดูดาย หลังเกิดเหตุก็จับคนขับรถมาตรวจวัดแอลกอฮอล์ได้ 69 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และแจ้งข้อกล่าวหาทั้งขับรถประมาททำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส และเมาแล้วขับไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งตำรวจต้องรอให้คู่กรณีเจรจาตกลงกันเองในเรื่องการชดใช้ค่าเสียหายก่อน หากตกลงกันไม่ได้ตำรวจจึงจะเข้าไปไกล่เกลี่ย ประกอบกับรถคันก่อเหตุทำประกันชั้นที่ 1 กับบริษัทประกันเอาไว้ ซึ่งบริษัทประกันจะต้องมารับผิดชอบอยู่แล้ว ส่วนการปล่อยตัวผู้ต้องหาก็เป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหาที่สามารถกระทำได้ตามกฎหมาย

 

ตรวจสอบแล้ว คลิปดังสงสัยถูกยัดยา เป็นตำรวจจริง

Written on December 27, 2016 at 9:08 am, by

เพจทีมงานโฆษก ตร. แจงเหตุคลิปดัง สาวโวยสงสัยถูกตำรวจยัดยา เผยเป็นตำรวจจริง เข้าตรวจสอบรถรุ่นเก่า ติดป้ายแดง

จากกรณีที่ในโลกออนไลน์ได้มีการแชร์คลิปวีดีโอจากผู้ใช้เฟซบุ๊ก Blackbriar Phonbun เหตุการณ์ที่ปั๊มแห่งหนึ่ง อ.แม่ขรี จ.พัทลุง โดยเป็นคลิปการโต้เถียงกัน เนื่องจากคนที่ถูกตรวจค้นรถ สงสัยว่าชายที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจะยัดยาเสพติด

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เปิดใจ สาวในคลิปแฉถูกตำรวจตรวจค้นรถ สงสัยถูกยัดยา

ล่าสุด (27 ธ.ค.) เฟซบุ๊ก ทีมงานโฆษก ตร. ได้ชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว โดยยืนยันว่าชายคนในคลิป เป็นตำรวจจริง อยู่ชุดป้องกันปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์ โดยเข้าตรวจสอบเนื่องจากเห็นรถคันดังกล่าวเป็นรถรุ่นเก่าบรรทุกกล่องไปรษรีย์ ราคาถูก และกล่องพัสดุ มาเต็มคัน แต่มีป้ายแดง จึงขอตรวจสอบตามปกติ โดยมีข้อความดังนี้

“ทีมงานโฆษก ตร.ขอรายงานความคืบหน้าเหตุน่าสนใจ กรณีมีคลิปผู้หญิงโวยถูกบุคคลอ้างเป็นตร. ขอค้นรถ แต่ในมือกำถุงปริศนา

จากการตรวจสอบแล้วพบว่าบุคคลดังกล่าวเป็นตำรวจจริงซึ่ง อยู่ชุดป้องกันปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์ ซึ่งขณะเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขับรถมาถึงบริเวณปั้มที่เกิดเหตุ พบรถต้องสงสัยวีโก้ สีดำ ป้ายแดง(เป็นรถรุ่นเก่า) จึงได้ขออนุญาตตรวจสอบตามปกติ ซึ่งทางผู้ถูกตรวจสอบไม่พอใจและขอตรวจสอบทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยอมให้ตรวจสอบด้วยความบริสุทธิ์ใจ จากนั้น ได้ขับรถแยกย้ายกัน ตามที่ปรากฏในคลิป ต่อมาจากการตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดพบว่า รถยนต์วีโก้ ป้ายแดงที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบนั้น ได้ทำการเปลี่ยนป้ายทะเบียนรถยนต์ ซึ่งขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังติดตามตัวเพื่อมาสอบปากคำ

ซึ่งการกระทำดังกล่าวของกลุ่มดังกล่าวอาจเข้าข่าย หมิ่นประมาทตามม.326 โทษจำคุกไม่เกิน1ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับและพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ม.14 นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน โทษจำคุกไม่เกิน 5ปี หรือปรับไม่เกิน100,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การกระทำดังกล่าวเป็นการสร้างภาพลักษณ์ด้านลบให้กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ซึ่งปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์และเข้มแข็ง จึงอยากให้พี่น้องประชาชนร่วมด้วยช่วยกันคอยดูผู้ที่ไม่ประสงค์ดีต่อองค์กรภาครัฐ และทำให้เกิดความเสียหาย ไม่ให้กระทำการใดๆที่ทำให้เกิดผลเสีย เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงาน”

ขอขอบคุณ

ข้อมูล : เฟซบุ๊ก ทีมงานโฆษก ตร.

สาวใช้เมียนมาสุดแสบ ฉกทรัพย์นายจ้างกว่า 7 ล้าน

Written on December 13, 2016 at 9:11 am, by

ahr0cdovl3blms5pc2fub29rlmnvbs9ucy8wl3vklzqync8ymti0njaylzezlmpwzw

(13 ธ.ค.) นายธนภาพ จิระเดชดำรง อายุ 30 ปี กรรมการผู้จัดการ บริษัทแอลโคเทล จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์ และกล่องไปรษณีย์ ราคาถูก รวมถึงกล่องพัสดุ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Thanapak Alcotec ระบุว่า

“ช่วย SHARE ด่วน ! วันที่ 12ธค.59 คนรับใช้โขมยเงินสด สร้อยทอง เพชร เบื้องต้นรวมมูลค่ากว่า 7 ล้านบาท ที่บ้านผมเองครับ พบเห็นคนร้าย รบกวนแจ้งครับ ช่วยส่งต่อกันด้วยครับ ขอบคุณครับ ภาพคนร้ายเสื้อสีขาวมีบัตรตามรูปครับ ชื่อ Khin Mint Oo ผู้หญิงผมยาวผิวขาว เป็นคนพม่า ครับ ใครพบเจอยินดีตบรางวัล 100,000 บาทครับ ขอบคุณครับ

วันที่ 13ธค59

พบเจอเบาะแสติดต่อ 086-414-5456 ขอบคุณทุกท่านมากๆ ครับ

ขอขอบคุณ

ข้อมูล : เฟซบุ๊ก Thanapak Alcotec

ทร.ภาค2จับเรือประมงเวียดนามรุกล้ำน่านน้ำ

Written on November 25, 2016 at 6:22 am, by

ahr0cdovl3blmi5pc2fub29rlmnvbs9ucy8wl3vklzqyms8ymta3mzmwlzc0ntg2my0wms5qcgc

เรือหลวงคำรณสินธุ์ ทัพเรือภาคที่ 2 จับกุมเรือประมงเวียดนาม ขณะลักลอบเข้ามาทำการประมงคราดปลิงและแอบบรรทุกเครื่องปั๊มไดคัทมาขายฝั่งไทย โดยจับได้ในทะเลในอ่าวไทยได้ 1 ลำ พร้อมลูกเรือ 4 คน

เรือหลวงคำรณสินธุ์ ทัพเรือภาคที่ 2 สงขลา ได้จับกุมเรือประมงเวียดนามได้อีก 1 ลำชื่อเรือ CM 91049 TS พร้อมลูกเรือจำนวน 4 คน ขณะลักลอบเข้ามาทำการประมงคราดปลิงทะเล บริเวณห่างจากเกาะกระ จ.นครศรีธรรมราช 13 ไมล์ทะเล หลังเรือหลวงคำรณสินธุ์ ได้ลาดตระเวนไปพบขณะออกออกปฏิบัติการในพื้นที่คับผิดชอบทางทะเล และควบคุมเข้าฝั่งที่ท่าเรือฐานทัพเรือสงขลา ทัพเรือภาคที่ 2

พล.ร.ท.พรชัย ปิ่นทอง ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 2 เปิดเผยว่า จากการสอบสวนไต้ก๋งเรือเวียดนาม ทราบว่า เรือประมงเวียดนามลำดังกล่าว พร้อมลูกเรือ 4 คน เดินทางมาจากเมืองกาเมา ประเทศเวียดนาม โดยรุกล้ำเข้ามาทำการประมงคราดปลิงทะเลในทะเลน่านน้ำไทย เบื้องต้นได้ควบคุมตัวลูกเรือทั้งหมดดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยสิทธิการประมงในน่านน้ำไทย  พ.ศ.2482 และ พ.ร.ก.การประมง พ.ศ. 2558 และจะประสานไปยังสถานทูตเวียดนามประจำประเทศไทย เพื่อทราบและส่งตัวลูกเรือประมงทั้ง 4 คนไปยัง สภ.เมืองสงขลา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายไทยและผลักดันกลับประเทศ ต่อไป

สำหรับสถิติการจับกุมเรือประมงเวียดนามที่รุกล้ำเข้ามาทำการประมงในน่านน้ำไทยของทัพเรือภาคที่ 2 ในครั้งนี้เป็นการจับกุมครั้งที่ 5 ในปีงบประมาณ 2560 ตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีเรือประมงเวียดนามที่ทางทัพเรือภาคที่ 2 จับได้ทั้งหมด 10 ลำ ลูกเรือประมง 63 คน

สั่งเลย